เทคโนโลยีดินซีเมนต์

ดินซีเมนต์คืออะไร

ดินซีเมนต์ คือ ส่วนผสมของ ดินลูกรัง ซึ่งเป็นดินปนทรายชนิดหนึ่ง และมีอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือน้ํามาผสมกับปูน ซีเมนต์และน้ําคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อ เดียวกัน ตามอัตราส่วนที่กําหนด ภายใต้ความชิ้นพอประมาณ นําไป ใช้ประโยชน์โดยการบดอัดให้ได้ ความหนาแน่นที่ต้องการ เช่น ใน การทําถนน หรือใช้เครื่องอัดเพื่อให้ เป็นก้อนหรือเป็นบล็อกสําหรับใช้ใน งานก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ใช้ก่อผนังรับ น้ําหนักของอาคารแทนที่การใช้เสา และคาน หรือก่อเป็นถังเก็บน้ําดินที่เหมาะสมสําหรับทําดิน ซีเมนต์ คือ ต้นปนทราย เช่น ดินลูกรัง หรือดินที่ชาวบ้านเรียกว่า ดินแดง มีลักษณะร่วนไม่เหนียวติตมีฮ แต่ถ้ายังจับตัวกันเป็นก้อน ควรผ่าน การบดก่อนนําไปร่อน (ตะแกรงร่อน ควรมีขนาด 4 มม. หรือเล็กกว่า) และตากให้แห้ง ก่อนที่จะนํามาผสม กับปูนซีเมนต์และน้ํา ดินชนิดนี้จะหา ได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ มีชื่อ ทางเทคนิคว่า lateritic soil

ในบรรดาวัสดุก่อสร้างที่ สําคัญ และใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ เหล็ก ไม้ และ คอนกรีตนั้น ไม้จัดเป็นวัสดุก่อสร้างที่นับวันแต่จะ หายาก และมีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการนํามาใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ทั้งในประเทศและส่งออก ไปจําหน่ายในต่างประเทศเป็นเวลา นานนับสิบๆ ปี ทําให้ปริมาณไม้ใน ประเทศลดน้อยลงทุกที ยินถึงกับ ต้องสั่งไม้จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ลาว พม่า ฯลฯ เข้ามาใช้ กันมากขึ้น การหาวัสดุอื่นเพื่อใช้ ทดแทนไม้จึงเป็นเรื่องที่สําคัญที่มี การศึกษาวิจัยกันอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย วว.) ได้ตระหนักดีในความจําเป็นดังกล่าว จึงได้ดําเนินการศึกษาวิจัยวัสดุที่จะสามารถนํามาใช้ทดแทนไม้ได้โดยมุ่ง เน้นในการพัฒนาวัสดุก่อสร้างพื้น เมืองราคาประหยัด เพื่อใช้ในการ ก่อสร้างเคหะชนบท ซึ่งนอกจากจะ ใช้วัสดุในท้องถิ่นแล้วยังส่งเสริมให้มี การใช้แรงงานในชนบทให้มากที่สุด ด้วย จากการศึกษาวิจัยพบว่า สามารถนําดินลูกรังซึ่งเป็นพื้นบน ทรายชนิดหนึ่ง และมีอยู่ทั่วไปในทุก ภาคของประเทศมาผสมกับปูนซีเมนต์และน้ําในสัดส่วนที่เหมาะสม อัดเป็นแท่งเรียกว่า “บล็อกดิน ซีเมนต์” ด้วยเครื่อง “ซินวาแรม” (cinva-ram) ที่ใช้แรงคน หลังจาก ฝั่งไว้ในอากาศประมาณ 14 วัน ก็ สามารถนําไปใช้ในการก่อสร้าง อาคารประเภทต่าง ๆ รวมทั้งบ้าน อยู่อาศัยได้ โดยกําหนดรูปแบบให้ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของ ท้องถิ่นนั้นๆ

บล็อกพื้นที่เมนต์เป็นวัสดุ ก่อสร้างชนิดหนึ่งที่ วท. ได้พัฒนา และเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อนําไปใช้ ประโยชน์ในการก่อสร้างอาคาร ประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาเป็น ระยะเวลานานกว่า 30 ปี แล้ว โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็น หน่วยงานแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ ทําการศึกษาวิจัยและนดินซีเมนต์มา

ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างอาคาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 และได้เริ่มก่อ – สร้างอาคารตัวอย่างชั้นเดียว ที่สถานี กสิกรรม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2512 อาคาร 2 ชั้น ที่อําเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2520 และ หมู่บ้านทัพไทย อําเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2522 และที่อื่นๆ อีก จนถึงปัจจุบันอาคาร ต่างๆ เหล่านั้นยังคงมีสภาพเรียบร้อย แข็งแรงดี

ในระยะแรกๆ บล็อกดินซีเมนต์ ไม่ค่อยมีผู้สนใจเท่าใดนัก เพราะไม้ยัง มีใช้มาก ราคาไม่แพง ต่อมาไม้เริ่ม หายาก ราคาแพงขึ้น คนจึงเริ่มสนใจ นําบล็อกดินซีเมนต์ไปใช้กันมากขึ้น

ในปี พ.ศ. 2525 กระทรวง มหาดไทยได้นําเรื่องนี้เสนอ ครม. และได้รับอนุมัติในหลักการ โดยการ จัดให้มีหน่วยงานกลางทางวิชาการขึ้น และให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุน ให้สร้างอาคารต่างๆ ด้วย บล็อกดิน ซีเมนต์ได้ จึงนับเป็นวัสดุก่อสร้าง ทดแทนไม้ที่ได้การรับรองเป็นทางการแล้ว

อย่างไรก็ตามทางด้านพัฒนา เครื่องอัดดินซีเมนต์ยังมีอยู่ เนื่องจาก เครื่องอัดดินซีเมนต์ที่ใช้กันทั่วไป ที่เรียกว่าเครื่องซันวาแรมใต้ผลิตออก แบบกันมานานมากกว่า 20 ปี

ในระยะ 10 ปีแรก บล็อกดินซีเมนต์ ไม่ค่อยมีผู้สนใจเท่าใดนัก เพราะใน ขณะนั้นไม้ยังมีใช้มากราคายังไม่แพง อีกทั้งบล็อกดินซีเมนต์รุ่นแรก ๆ ยัง ไม่มีการพัฒนา ขนาดของบล็อกยังมี ขนาดใหญ่และหนักอยู่ คือ มีขนาด กว้าง 15 ซม. ยาว 30 ซม. สูง 10 ซม. หนักก้อนละ 7-8 กก. การก่อ สร้างยังคงใช้ปูนทรายเป็นปูนก่อ และต้องก่อที่ละก้อนเหมือนอิฐหรือ คอนกรีตบล็อกทั่วไป ทําให้ก่อได้ช้า และต้องใช้ช่างฝีมือในการก่อ ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2525 นายฉัตรศิริ ธรรมารมณ์ จาก รท. จึงได้ร่วมกับ DR.A. Bruce Etheringtion จากสถาบัน เทคโนโลยีเอเซีย (AIT) จึงได้นําปัญหา ดังกล่าวไปเป็นข้อมูลในการออกแบบ เครื่องอัดแบบใหม่ โดยพัฒนามาจาก เครื่องอัดดินซีเมนต์เครื่องเดิมที่มีชื่อ เรียกว่า เครื่องอัด ซินวาแรม (cirvarampress) ให้มีรู ร่อง และเดือย ที่สามารถก่อประสานกันทั้งทางแนวนอนและแนวดิ่ง มีขนาดบล็อกที่พอ เหมาะไม่ใหญ่เทอะทะเกินไป ไม่ต้อง ใช้ปูนก่อก่อที่ละก้อนเหมือนแบบตั้งเต็ม สามารถจับวางซ้อนกันตลอดความยาว ของผนังสูงครั้งละประมาณ 10 แถว แล้วใช้น้ําปูนทรายหยอดลงในรูแทน ทําให้ก่อสร้างได้สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องใช้ช่างฝีมือในการก่อสร้าง และเรียกบล็อกแบบนี้ว่า “บล็อกประสาน” (interlocking block)

ผลจากความพยายามดังกล่าว ทําให้เทคโนโลยีบล็อกประสาน ได้รับการยอมรับ และนําไปใช้อย่าง กว้างขวาง ทั้งในเมืองและในชนบท ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีองค์กรของรัฐและเอกชนทั้ง ภายในและต่างประเทศได้ให้ความ สนใจพร้อมทั้งให้การสนับสนุนด้านการเผยแพร่ และฝึกอบรมให้แก่กลุ่ม บุคลากรในชุมชน จนกระทั่งก่อให้ เกิดอุตสาหกรรมการผลิตบล็อก ประสานในหลายหมู่บ้านและนับวัน จะกระจายตัวกันมากขึ้น อันจะ เป็นการสร้างงาน และสร้างรายได้ เสริมให้ชาวชนบท นอกจากนี้ยังช่วย ให้ชาวบ้านสามารถสร้างบ้านได้ด้วย ตนเอง มีความแข็งแรงสวยงาน ราคาประหยัด เหมาะสมกับยุค IMF ที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่าง ยิ่ง และช่วยลดการตัดไม้ทําลายป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ

ข้อดีของอาคารที่สร้าง ด้วยบล็อกประสาน

  1. ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น มีความแข็งแรงและทนทาน
  2. มีความสวยงามตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องทาสี
  3. ช่วยในการอนุรักษ์ธรรมซาติและสิ่งแวดล้อม โดยลดการตัด ไม้ทําลายป่า เพื่อนํามาใช้ในการ ก่อสร้าง
  4. ประหยัดราคาในการก่อ สร้าง โดยใช้แรงงานในท้องถิ่น
  5. ก่อสร้างง่าย รวดเร็ว โดย ไม่ต้องใช้ทั้งเสา ไม้แบบ และการ ฉาบปูน
  6. สร้างงานและอาชีพเสริม ให้แก่ประชาชนในชนบท

 

 

 

วารสารการวิจัยและพัฒนา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย วว.