Ep. 2 ประวัติ อิฐ บล็อกประสาน อิฐประสาน บ้านหลังแรกที่ผลิตด้วยอิฐประสาน

นับตั้งแต่ปี พ.. 2511 เป็นต้น มา นายสุทธิศักดิ์ สําเร็จประสงค์ และนายน้อย พลายภู่ รวมทั้งทีมงาน ซึ่งเป็นพนักงานของ วว. ก็ได้นํา บล็อกดินซีเมนต์ไปถ่ายทอด และเผย แพร่ในที่ต่างๆ รวมทั้งนําไปก่อสร้าง อาคารไว้หลายแห่ง เช่น บ้าน 2 ชั้น อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา เจ้าของ โครงการ สํานักงานสํานักงานปฏิรูป ที่ดิน บ้านชั้นเดียว และสองชั้น

 

. ตาพระยา จ.สระแก้ว เจ้าของโครง การสมาคมผู้ป้าเพ็ญประโยชน์ บ้าน พักข้าราชการชั้นเดียว อ.พนมสาร คาม จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าของโครงการ พัฒนาการจังหวัดและวิทยาลัย เกษตรกรรมเขาหินซ้อน

ถึงแม้ทางสถาบันวิจัยวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ โทย (วว.) และต่อมาภายหลังทาง กรมโยธาธิการกับกระทรวงมหาดไทย จะได้นําบล็อกดินซีเมนต์ไปถ่าย ทอด และเผยแพร่ให้ประชาชนได้นํา ไปใช้ในการก่อสร้างอาคารและบ้าน พัก เพื่อลดการตัดไม้ทําลายป่า แต่ ก็ไม่ประสบความสําเร็จ เนื่องจาก ประชาชนยังไม่นิยมผลิตบล็อกและนํา บล็อกดินซีเมนต์ไปใช้ในการก่อสร้าง

จากการวิเคราะห์ของทาง วว. และจากการสอบถามชาวบ้านถึง สาเหตุที่ไม่นิยมนําบล็อกดินซีเมนต์

ไปใช้ในการก่อสร้าง น่าจะมาจาก สาเหตุหลัก 3 ประการ คือ

1) บล็อกพื้นซีเมนต์ก้อน ใหญ่ เกินไปและมีน้ําหนักมาก ทําให้ เวลา ก่อต้องใช้ 2 มือยก และเมื่อย แขน เมื่อต้องยกก่อในแถวสูงๆ

2) การก่อต้องใช้ช่างฝีมือสูงในการก่อ คือ ใช้ปูนก่อทีละก้อน เหมือนการก่อแบบดั้งเดิมโดยทั่วไป

3) ไม่มั่นใจในความแข็งแรงและความคงทนของตัวบล็อก ดังนั้น ในปี พ.. 2525  นายฉัตรศิริ  ธรรมารมณ์ ซึ่งเป็นพนักงานของ วว. และเป็นทีมงานที่ทําเรื่องบล็อกดินซีเมนต์ ซึ่งได้รับทุนไปศึกษาต่อ ปริญญาโทที่ A.I.T. (สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย) และได้ไปช่วย ดร.บรูช เอ็ตเทอริงตัน (Dr.Bruce Etherington) ซึ่งเป็นอาจารย์สอน อยู่ที่ A.I.T. (สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย) ทําการวิจัยและพัฒนาบล็อกดินซีเมนต์ขึ้นมาใหม่ โดย อาศัยสาเหตุหลัก 3 ประการ ตามที่ ได้กล่าวมาแล้ว คือ

          1. บล็อกก้อนใหญ่และมีน้ํา หนักมาก จึงได้ลดขนาดให้เล็กลงจาก ขนาด 15 x 30 ซม. มาเป็นขนาด 12.5 x 25 ซม. ส่วนความสูงยังคงเป็น 10 ซม.เท่าเดิม น้ําหนักลดจากก้อนละ 8 กก. เหลือก้อนละ 5 กก.

          2. จากบล็อกท้อนตันต้องใช้ ปูนก่อ ต่อที่ละก้อน ก็เปลี่ยนเป็น บล็อกที่มีรูปร่างและเดือยบนตัว บล็อกที่สามารถก่อประสานกันทั้ง แนวนอนและแนวดิ่ง มีรูตรงกลาง สําหรับหยอดน้ําปูนและเสริมเหล็ก  ทําให้ก่อให้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องใช้ช่า

งฝีมือสูง นอกจากนี้ยังมี

       ความแข็งแรง ทนทาน เพราะอัดตัวยเครื่องอัดที่มีกําลังสูงและเรียกบล็อกดินซีเมนต์แบบพัฒนาบล็อกรุ่นแรกนี้จะมีขนาดกว้าง 12.5 ซม. ยาว 25 ซม. สูง 10 ซม. มีร่องรอบตัวมีตอกกากบาทนูนสูง 4 มิลล์เมตร ที่ด้านบน 2 จุด มีกากบาทเว้าลึก 8 มิลลิเมตร ที่ด้านล่าง 2 จุด มีรูขนาด 2.5 x 2.5 ซม. ตรงกลางสำหรับเสริมเหล็ก และหยอดน้ำปูนทราย หลังจาก วว. ได้ทำการทดลองวิจัยเกือบ 2 ปี ในปร พศ. 2527 นายฉัตรศิริ  ธรรมารมณ์ รวมทั้งทีมงาน จึงได้นำไปทดลองก่อสร้างอาคาร หลังแรกที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อม สะแกราช อำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นบ้านเกษตรกร 2 ชั้น ในปัจจุบัน พศ. 2548 ผ่านมาแล้ว 20 ปี (ปีปัจุบันรวม 34 ปี) อาคารหลังนี้ยังคงอยู่ในสภาพดี

       หลังจากนั้น นายน้อย  พลายภู่  และนายฉัตรศิริ ธรรมารมย์ รวมทั้งทีมงาน ของ วว. ก็ได้นำเอาบล็อกพัฒนา หรือ อิฐพัฒนานี้ไปเผยแพร่ให้กับประชาชนในที่ต่าง ๆ เกือบทุกภาคในประเทศ จนชื่อเสียงของนายน้อย พลายภู่ หรืออาจารย์น้อย เป็นที่รู้จักกันในหมู่ลูกศิษย์ รุ่นแรกที่ได้เข้ารับการอบรม ในช่วง 10 ปีแรก ในช่วง พศ. 2527-2537 เป็นช่วงที่นายน้อย พลายภู่ ได้หิ้วกระเป๋าลุยเดี่ยวถ่ายทอดในที่ต่าง ๆ เกือบทั่วทุกภาคในประเทศไทยมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นช่วงแรก ๆ ทาง วว. ยังไม่เห็นความสําคัญของบล็อก ดินซีเมนต์แบบพัฒนามากนัก ดังนั้น ในแต่ละปีจึงได้รับงบประมาณไม่ มากนัก เมื่อชาวบ้านในที่ต่าง ๆ ขอให้ ทาง วว. ไปอบรมและถ่ายทอดเทค โนโลยีดินซีเมนต์ นายน้อย พลายภู่ ก็จะเดินทางไปอบรม ทั้งการผลิต และการก่อสร้างให้ มีบ่อยครั้งที่ นายน้อย พลายภู่ ต้องลงมือก่อสร้าง อาคารด้วยตนเอง ทั้งก่อบล็อก ปีนหลังคา ทําหลังคา ด้วยตนเอง แม้ในบางครั้งทาง วว. ไม่ อนุมัติงบประมาณและไม่อนุมัติการเดินทาง นายน้อย พลายภู่ ก็จะลาส่วนตัวไปช่วยอบรมและถ่ายทอดให้ ศิษย์รุ่นแรกๆ ที่ได้นําบล็อกไป ผลิตขาย และรับเหมาก่อสร้างเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี เท่าที่จําได้ก็มี นายบัญชา เจียมสวัสดิ์ นายสาโรจน์ ประกอบกิจ นายธีระ พรหมญาณ นายจุมพล ไชยวงศ์ จากมูลนิธิจักราช พัฒนาฯลฯ รวมทั้งไปช่วยอบรมและก่อสร้างให้กับมูลนิธิแฮนไซเตล หลายครั้ง

       ดังนั้น ในช่วงนี้จึง มีอาคารที่ก่อสร้างด้วยบล็อกตินซีเมนต์แบบพัฒนาเกิดขึ้นเป็น จํานวนมาก เช่น บ้าน 2 ชั้น โครงการ ร่วมสร้าง (FIAM) .วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี (เจ้าของ โครงการ : ชมรม อาสาพัฒนา),ร้านค้าสหกรณ์,ตลาดสด และบ้านเกษตรกร 2 ชั้น ที่ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี (เจ้าของโครงการ กองพลทหารราบที่ 9), โบสถ์ อ.เสริมงาม จ.ลําปาง (เจ้าของโครงการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม), อาคารฝึกอบรม และอาคารร้านค้า มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เจ้าของโครงการมหาวทยาลัยขอนแก่น) และมูลนิธิแฮนไซเตส ฯลฯ นอก จากนี้นายน้อย พสายภู่ ยังได้ออกแบบบล็อกโค้งเพื่อใช้ก่อสร้าง ถังน้ําด้วย เป็นบล็อกขนาด กว้าง 15 ซม. ยาว 30 ซม. สูง 10 ซม. เป็นถังเก็บน้ําเส้นผ่านศูนย์ กลาง 3.00 . สามารถก่อถังน้ํา ได้สูงถึง 4.00 . จนได้ประมาณ 28 ลูกบาศก์เมตร และได้นําไปถ่ายทอด อบรมเผยแพร่ รวมทั้งก่อสร้างถังเก็บน้ําในที่ต่างๆ หลายแห่ง เช่น ที่ตําหนักภูพาน ราชนิเวศน์ จ.สกลนคร, สหกรณ์ โนนสูง จ.นครราชสีมา, สหกรณ์ บ้านลาด จ.เพชรบุรี

 

 

 

 

 

 

ที่มา  : วารสารการวิจัยและพัฒนา ครบรอบสถาปนา 42 ปี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย วว.